โครงสร้างหัวข้อ

  • แนะนำรายวิชา

            ยินดีต้อนรับนักศึกษาผู้สนใจศึกษารายวิชา " อยู่ดี กินดี มีสุข "​  เนื้อหาในรายวิชานี้มีประเด็นหลักเกี่ยวกับ  ผลกระทบของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม อาหารและคุณค่าทางโภชนาการ  อาหารเฉพาะโรค   การอ่านฉลากโภชนาการ  กฏหมายคุ้มครองผู้บริโภค  ยาและสมุนไพร และการส่งเสริมสุขภาพกายและสุขภาพจิต   ช่องทางการติดต่อสื่อสาร ทาง facebook กลุ่มปิด รายวิชาอยู่ดี กินดี มีสุข ภาคปกติ  

    📌 ผลลัพธ์การเรียนรู้ (Learning Outcome) ของรายวิชา คือ ๑) การดำเนินชีวิตในสังคมยุคใหม่ และ ๒) คุณภาพชีวิตที่ดี

            หน่วยการเรียนรู้นี้ ประกอบด้วย มคอ.๓  รายวิชาอยู่ดี กินดี มีสุข ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๔   และคู่มือการเรียน  เกณฑ์การวัดและประเมินผล รูปแบบและกิจกรรมของรายวิชา  ข้อตกลงเบื้องต้นของรายวิชา. หลังจากศึกษาคู่มือการเรียนแล้ว ..มาทดสอบความรู้กันนิดใน.. 👉👉.....แบบฝึกหัดก่อนเรียน...... ✍️   และทำความรู้จักกันหน่อยที่... กิจกรรมแนะนำตัวเอง...📝 ........ ก่อนนะ.😀

     👉👉  มคอ. ๓  วิชา อยู่ดี กินดี มีสุข ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๔

    👉👉  คู่มือการเรียน รายวิชา อยู่ดี กินดี มีสุข ภาคเรียนที่ ๑/๒๕๖๔

    🤟  🤟:  มาทดสอบความรู้ก่อนเรียนกันได้ที่ .......แบบฝึกหัดก่อนเรียน ....... <ข้อกำหนด..ทำได้คนละ ๑ ครั้ง ไม่ต้องลังเล ส่งภายใน ๓๐​ มิถุนายน ๖๔ >

    💡 💡สรุปกิจกรรมสัปดาห์ที่ ๑  นักศึกษา ทำกิจกรรมแนะนำตัวเอง และ แบบฝึกหัดก่อนเรียน  💡💡

    แบบทดสอบ: 1แหล่งข้อมูล: 2
  • 1. การเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิต

                                                                   การเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิต  (ผศ.นิภาภัทร์  กุณฑล และคณะ)

           เนื้อหาในหน่วยนี้ ประกอบด้วย... การรู้จักตนเองโดยหาค่า BMI / WHR  เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการพัฒนาตนเอง 📈 การสำรวจความเครียด 🧐  และการเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิต 💕 🏋️‍♀️

    •  การคำนวณหาค่า BMI / WHR  📝 
        • การหาดัชนีมวลกาย หรือ ความหนาของร่างกาย (Body Mass Index) ใช้เป็นมาตรฐานในการประเมินภาวะอ้วนหรือผอมในผู้ใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ปีขึ้นไป ซึ่งคำนวณได้จาก การใช้ น้ำหนักตัว(กิโลกรัม) และหารด้วยส่วนสูง (เมตร) ยกกำลังสอง ซึ่งใช้ได้ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย   ลองไปคำนวณได้นะที่.....BMI

                                                                                          

                                                                                                  (ที่มาภาพ : Wongnai)

        •  อัตราส่วนรอบเอวต่อสะโพก (Waist to Hip Ratio : WHR) คำนวณได้จากการนำ รอบเอว (เซนติเมตร) หารด้วย รอบสะโพก  (เซนติเมตร)   

                                                                                

                                                                                               (ที่มา : Waist to Hip Ratio)

    👉 อ่านเพิ่มเติมได้ที่ BMI 

    •   การสำรวจความเครียด 😔  

             ศึกษา สื่อความเครียด  แล้วอย่าลืมวิเคราะห์ตนเอง นะ 👉. อ่านเพิ่มเติมได้ที่ .ความเครียด

                                            

    .  

            ใครเริ่มสงสัย มาลองตรวจสอบตัวเองกันที่...📝.  แบบประเมินความเครียด  😊

    •  การเสริมสร้างสุขภาพกายและสุขภาพจิต  ❤️ 🏃‍♀️ 

          สุขภาพกาย หมายถึง  สภาพของร่างกายที่เจริญเติบโต แข็งแรง สมบูรณ์ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  ไม่ทุพพลภาพ อวัยวะต่างๆ อยู่ในสภาพที่ดีมีความสมบูรณ์ แข็งแรง สามารถทำงานได้ตามปกติ และมีความสัมพันธ์กันทุกส่วนได้เป็นอย่างดีและก่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานด้วย (ที่มา : องค์การอนามัยโลก)  

        สุขภาพจิต หมายถึง ความสามารถของบุคคลที่จะปรับตัวให้มีความสุขอยู่กับสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ดี มีสัมพันธภาพอันดีกับบุคคลอื่น และดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยความสมดุลอย่างสุขสบาย รวมทั้งเข้าใจความสามารถของตนเองในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้ โดยไม่มีข้อขัดแย้งภายในจิตใจและไม่ขัดกับสภาพความเป็นจริงในสังคมที่บุคคลนั้นดำรงชีพอยู่   (ที่มา : องค์การอนามัยโลก)  👉. ...อ่านเพิ่มเติมได้ที่ สุขภาพกาย สุขภาพจิต 

    🤟  🤟:  มาทดสอบความรู้หลังเรียนกันได้ที่ .......แบบฝึกหัด บทที่ ๑ .......


    แหล่งข้อมูล: 3
  • 2. ความรู้เรื่องยา สมุนไพรกับการดูแลสุขภาพ

                                                                     สมุนไพรกับการดูแลสุขภาพ  (ผศ.นิภาภัทร์​ กุณฑล. และคณะ)

              เนื้อหาในหน่วยนี้เรามาทำความรู้จัก.. ยา...  💊  วิธีการใช้ยาสามัญประจำบ้านแผนปัจจุบันและแผนโบราณ 💊   ยาสมุนไพร  🍀 การเลือกใช้สมุนไพรสำหรับการดูแลสุขภาพ 🍏🥒หน่วยนี้สำคัญมาก..มีเนื้อหาบางส่วนที่นำไปใช้ในงานกลุ่มของรายวิชานี้  ด้วยนะจ๊ะ  

    • ความหมายของ “ยา”   พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 4 ในพระราชบัญญัตินี้  (1) วัตถุที่รับรองไว้ในตํารายาที่รัฐมนตรีประกาศ (2) วัตถุที่มุ่งหมายสําหรับใช้ในการวินิจฉัย บําบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วย ของมนุษย์หรือสัตว์. (3) วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์ หรือเภสัชเคมีภัณฑ์ท่ีกึ่งสําเร็จรูป หรือ (4) วัตถุท่ีมุ่งหมายสําหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพ โครงสร้าง หรือการกระทําหน้าที่ใด ๆ ของร่างกายมนุษย์ หรือสัตว์ 

    • ประเภทของยา แบ่งได้เป็น   
        • “ยาแผนปัจจุบัน” -  ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม  การประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบัน หรือการบำบัดโรคสัตว์. 
        • “ยาแผนโบราณ” -  ยาที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการประกอบโรคศิลปะ แผนโบราณ หรือการบำบัดโรคสัตว์ ซึ่งอยู่ในตำรายาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศ หรือยาที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาแผนโบราณ หรือยาที่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนตำรับยาเป็นยาแผนโบราณ   
        • “ยาใช้ภายนอก” - ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุ่งหมายสำหรับใช้ภายนอก ไม่รวมถึงยาใช้เฉพาะที่.  
        • “ยาใช้เฉพาะที่” - ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่มุ่งหมายใช้เฉพาะที่กับผิวหนัง หู  จมูก ปาก ทวารหนัก ช่องคลอด หรือท่อปัสสาวะ.  
        • “ยาอันตราย” -  ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาอันตราย.  “ยาควบคุมพิเศษ” -  ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาควบคุมพิเศษ 
        • “ยาสามัญประจำบ้าน” - ยาแผนปัจจุบันหรือยาแผนโบราณที่รัฐมนตรีประกาศเป็นยาสามัญประจำบ้าน (ที่มา : กองยา พระราชบัญญัติยา)   
     สื่อการสอน เรื่อง
    👉👉  อ่านเพิ่มเติม แผ่นพับสรุป ยาสามัญประจำบ้าน  👉👉 อ่านเพิ่มเติม คู่มือ การใช้ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ 

    • ความหมายของสมุนไพร. ตามพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. 2562  “สมุนไพร”หมายถึง ผลิตผลธรรมชาติที่ได้จากพืช สัตว์ จุลชีพ หรือแร่ ที่ใช้ผสม ปรุง หรือแปรสภาพเป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพร  “ผลิตภัณฑ์สมุนไพร” หมายความว่า (1) ยาจากสมุนไพร รวมถึงยาแผนไทยพัฒนาจากสมุนไพร ยาแผนโบราณที่ใช้กับมนุษย์ตามกฎหมายที่รัฐมนตรี ฯ กำหนด เพื่อการบำบัด รักษาและบรรเทาความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือการป้องกันโรค      (2) ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบสำคัญที่เป็นหรือแปรสภาพจากสมุนไพรที่จะนำไปใช้แก่มนุษย์เพื่อให้เกิดผลต่อสุขภาพ/การทำงานของร่างกายให้ดีขึ้น/เสริมสร้างโครงสร้างหรือการทำงานของร่างกาย/ลดปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค   .. 👉👉 อ่านเพิ่มเติม ยาและสมุนไพร

    🤟  🤟:  มาทดสอบความรู้หลังเรียนกันได้ที่ .......แบบฝึกหัด บทที่  ๒ .......

    แหล่งข้อมูล: 3
  • 3. อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

                                                                  อาหารสำหรับผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (ผศ.นิภาภัทร์​  กุณฑล และคณะ)     

                 เนื้อหาหน่วยนี้เมาทำความรู้จักกับ.....โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs)....มาศึกษาหาสาเหตุ ลักษณะอาการ การรักษาและการดูแลเบื้องต้น 📝 นำไปวางแผนจัดรายการอาหารสำหรับผู้ป่วยแต่ละโรค 🍛 รวมทั้งศึกษาขั้นตอน ..การช่วยชีวิตเบื้องต้นสำหรับผู้ที่หยุดหายใจ (CPR) 

    •  โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง(Non-communicable diseases : NCDs). คือ  โรคที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ไม่เหมาะสม  ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อโรคและไม่ติดต่อจากคนสู่คนโดยการสัมผัสหรือหายใจ   เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วนลงพุง. โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคถุงลมโป่งพองและโรคมะเร็ง (รศ.พญ.นันทกร ทองแดง)  ลุ่มโรค NCDs สามารถป้องกันได้ง่าย ๆ โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเรา หันมาดูแลสุขภาพร่างกาย โดยรับประทานอาหารให้ครบ หมู่ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ ควบคุมน้ำหนักตัว และตรวจสุขภาพเป็นประจำ 👉อ่านเพิ่มเติม คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล  / NCDs
    • อาหารเฉพาะโรค คือ อาหารที่ได้รับการดัดแปลงโดยใช้ความรู้ทางด้านโภชนศาสตร์และสรีรวิทยาของมนุษย์ เพื่อให้เหมาะสมต่อสุขภาพ ภาวะร่างกาย ความเจ็บป่วยและอาการของโรคที่มีอยู่ มุ่งเน้นที่ได้รับสารอาหารและพลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์และทางยาให้มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่  👉 👉อ่านเพิ่มเติม  โรคไม่ติดต่อเรื้องรัง

    • การช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น : CPR. คือ การช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีภาวะหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจกะทันหันให้ หัวใจกลับมาเต้นและส่งถึงแพทย์ได้ทันท่วงที.   สาเหตุของหัวใจหยุดเต้นหรือหยุดหายใจ เกิดจาก.... อุบัติเหตุ / จมน้ํา / สําลักสิ่งแปลกปลอม / หัวใจขาดเลือด / สมองขาดเลือด / ได้รับยาเกินขนาด / ฟ้าผ่า / ไฟฟ้าช็อต 👉👉  ชมสื่อการสาธิตโดยวิทยากรจากวิทยาลัยสาธาณสุขสิรินธร ยะลา   และ อ่านเอกสารเพิ่มเติม 👉👉 การช่วยเหลือชีวิตเบื้องต้น 

        

    🤟  🤟:  มาทดสอบความรู้หลังเรียนกันได้ที่ .......แบบฝึกหัด บทที่ ๓...........

    แหล่งข้อมูล: 2
  • 4. วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวัน

                                                        วิทยาศาสตร์ในชีวิตประจำวันและผลกกระทบวิทยาศาสตร์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อม (อาจารย์​ ดร.จริยาภรณ์ มาสวัสดิ์ และคณะ)

             เนื้อหาในหน่วยนี้จะกล่าวถึง การใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน  ความก้าวหน้าของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. ผลกระทบของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโ,ยีที่มีต่อสิ่งแวดล้อม 

             วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังมีบทบาทสําคัญในด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมให้มีความ เจริญก้าวหน้าทัดเทียมกับประเทศอื่น ๆ ผลของการศึกษาค้นคว้าทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวโยงกับความเจริญใน ด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการสื่อสารคมนาคม ด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร ด้านการอุตสาหกรรม ด้านการศึกษา ด้านการกีฬา เป็นต้น ซึ่งจะเห็นได้ว่าความเจริญต่าง ๆ เหล่านี้ ต้องอาศัยพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี เพื่อช่วยให้คนในสังคมมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ดังนั้นในชีวิตประจําวันของมนุษย์ทุกคนจะต้องเกี่ยวข้อง กับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตลอดเวลา
    • ความหมาย ความสำคัญของวิทยาศาสตร์   พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้ความหมายของวิทยาศาสตร์ไว้2ความหมาย คือ 1) ความรู้ที่ได้โดยการสังเกตและค้นคว้าจากปรากฏการณ์ธรรมชาติแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ 2) วิชาที่ค้นคว้าได้หลักฐานและเหตุผลแล้วจัดเข้าเป็นระเบียบ  เทคโนโลยีมาจากคําภาษาอังกฤษว่า technology ซึ่งมาจากภาษากรีกว่า technologie  พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2542) ได้ให้ความหมายว่า  " เทคโนโลยี " คือ วิทยาการที่ นําเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ในทางปฏิบัติ และอุตสาหกรรม.   สรุปได้ว่า วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์ใช้ความรู้ที่ได้มาจากปรากฏการณ์ ธรรมชาติ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าถูกต้องและเป็นความจริง โดยนํากระบวนการแสวงหาความรู้หรือวิธีการทาง วิทยาศาสตร์มาประยุกต์หรือใช้งาน เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อมนุษย์ 
    สื่อการสอน สรุปเรื่อง 
    • ผลกระทบของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่มีต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  ทรัพยากรแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ 1 ) ทรัพยากรธรรมชาติ  หมายถึง สิ่งที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และให้ประโยชน์ต่อมนุษย์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ซึ่งได้แก่ น้ํา ดิน ป่าไม้ สัตว์ป่า แร่ธาตุ มนุษย์ เป็นต้น 2) ทรัพยากรที่มนุษย์สร้างขึ้น เกิดจากการนําเอาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ มา ดัดแปลง ปรับปรุงหรือแปรรูปด้วยเทคโนโลยีจนได้ทรัพยากรใหม่ที่มีประโยชน์และคุณค่าต่อคุณภาพชีวิตมนุษย์ได้แก่ การเกษตรกรรม การชลประทานและการคมนาคม เป็นต้น 
                   ผลกระทบของวิทยาศาสตร์ที่มีต่อทรัพยากร สรุปได้ดังนี้
                  1. การใช้ทรัพยากรโดยปราศจากการเหลือต้นทุน หรือการทดแทนในส่วนที่สามารถนํามาใช้ใหม่ได้ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ทําให้มนุษย์มีศักยภาพในการบริโภค อุปโภค ได้มากขึ้นและ รวดเร็วขึ้น ทําให้ทรัพยากรถูกแปรสภาพอย่างรวดเร็ว ซึ่งทําให้เกิดสภาพขาดแคลน เช่น การขาดน้ําสะอาด การขาดแคลนพลังงาน เป็นต้น
                 2. การปนเปื้อนของสารเคมีและสารพิษต่าง ทั้งปริมาณที่มากขึ้น และลักษณะของสารที่ค่อนข้างเป็นอันตราย สิ่งเหล่านี้เกิดจากการบริโภค อุปโภคทรัพยากร ซึ่งทําให้เกิดของเสียมากมาย การปนเปื้อนจะทํา ให้ทรัพยากรธรรมชาติสูญเสียโครงสร้างและหน้าที่ ทั้งยังมีความสกปรกจนไม่สามารถฟอกตัวเองตามธรรมชาติ ได้ และสุดท้ายก็ไม่สามารถนํามาใช้ประโยชน์ใดได้อีก
                  3. การใช้เทคโนโลยีที่ไม่ถูกต้องต่อทรัพยากร ทําให้เกิดปัญหาติดตามมาอย่างมากมาย  เช่น การปลูกผักสวนครัวบนพื้นที่ลาดชัน หรือ การทําอวนรุนบริเวณแนวปะการัง การระเบิดปลา และการทําไร่เลื่อนลอย เป็นต้น
               ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์มักจะให้ความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้และสัมผัสอย่างมากมายแต่ในการใช้ ควรคํานึงถึงผลของการใช้ และวิธีการตลอดจนการเลือกใช้ให้ถูกต้อง และเป็นแนวสร้างสรรค์ ซึ่งจะทําให้การ เปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นน้อยลง และทรัพยากรเอื้อประโยชน์ต่อมนุษย์ได้อย่างยั่งยืน         
               ในที่นี้จะกล่าวถึงการใช้สารเคมีทางการเกษตร  ให้นักศึกษา ดูสื่อการสอน และศึกษาเอกสารเพิ่มเติมได้ที่
    👉👉 วิทยาศาสตร์

    แหล่งข้อมูล: 1
  • 5. อาหารและคุณค่าทางโภชนาการ

                                                                 อาหารและคุณค่าทางโภชนาการ (อาจารย์ ดร.ปิยะรักษ์ ประดับเพชรรัตน์และคณะ)

          หน่วยนี้เนื้อหาจะเกี่ยวกับเรื่อง.... ความหมาย ความสำคัญของอาหาร  ประเภทของสารอาหาร ประโยชน์และคุณค่าทางโภชนาการที่ได้จากอาหาร  โภชนบัญญัติ 9 ประการ และธงโภชนาการ 🍔🍇🥦🍤🍚

    • ความหมายอาหาร  สารอาหารและคุณค่าทางโภชนาการ  🍛🍇
             อาหาร ตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 คือ ของกินหรือเครื่องค้ำจุนชีวิต ทั้งนี้ไม่รวมยา วัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาท ยาเสพติดให้โทษ เมื่อรับเข้าสู่ร่างกาย (ไม่ว่าจะเป็นการดื่ม การกิน หรือการฉีด ฯลฯ) แล้วเกิดประโยชน์แก่ร่างกาย โดยให้ สารอาหาร อย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
           สารอาหาร คือ สารเคมีที่ประกอบอยู่ในอาหาร ประโยชน์ของอาหารที่เราบริโภคขึ้นอยู่กับชนิดและจำนวนของสารอาหารที่เป็นส่วนประกอบของอาหารนั้น สารอาหารที่ร่างกายต้องการแบ่งออกเป็น 6 พวกใหญ่ๆ คือ คาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ 
           โภชนาการ. เป็นวิทยาศาสตร์สาขาหนึ่งซึ่งเกี่ยวข้องกับระบบการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของอาหารที่เข้าไปในร่างกาย ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของร่างกายอันเกิดจากกระบวนการที่สารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ เนื้อเยื่อ และควบคุมการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
    • โภชนบัญญัติ 9 ประการ ที่ใช้สัญลักษณ์รูปธงโภชนาการนั่นเอง ซึ่งธงโภชนาการนี้จะเป็นเครื่องมือในการที่จะช่วยให้คนไทยมีโภชนาการที่ดี และถ้าปฏิบัติตามจะเป็นคนที่มีโภชนาการที่ดี โภชนบัญญัติ 9 ประการ ได้แก่ (ที่มา : ธงโภชนาการ)
      1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลายและหมั่นดูแลน้ำหนักตัว
      2.  กินข้าวเป็นอาหารหลักสลับกับอาหารประเภทแป้งอื่นๆ เป็นบางมื้อ
      3.  กินพืชผักให้มากและกินผลไม้เป็นประจำ
      4.  กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
      5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
      6.  กินอาหารที่มีไขมันและน้ำมันแต่พอควร
      7.  หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีรสหวานจัด และเค็มจัด
      8.  กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน
      9.  งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์


                                                                

       มาทำความรู้จักธงโภชนาการกับการเลือกรับประทานอาหารใ้หครบกันหน่อย 


    👉 👉 ศึกษาเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ .. อาหารและโภชนาการ

    แหล่งข้อมูล: 1
  • 6. การอ่านฉลากโภชนาการ

                                                                    การอ่านฉลากโภชนาการ (อาจารย์ ดร.สิทธิพงศ์  สาธะวงศ์ และคณะ)

               หน่วยนี้เนื้อหาเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตประจำวันของผู้เรียน เกี่ยวกับ ฉลากอาหาร ฉลากโภชนาการ การอ่านฉลากโภชนาการ  อย่าลืมติดตามกันนะ 💡

    • ฉลากโภชนาการ   เป็นฉลากที่แสดงข้อมูลโภชนาการ ซึ่งระบุชนิดและปริมาณสารอาหารของอาหารนั้น ในกรอบสี่เหลี่ยม มีอยู่ 2 รูปแบบ  ได้แก่  
    • 1. ฉลากโภชนาการแบบเต็ม แสดงชนิดและปริมาณสารอาหารที่สำคัญที่ควรทราบ 15 รายการ

      2. ฉลากโภชนาการแบบย่อ ใช้ในกรณีที่สารอาหารตั้งแต่ 8 รายการ จากจำนวนที่กำหนดไว้ 15 รายการนั้นมีปริมาณน้อยมากจนถือว่าเป็นศูนย์ จึงไม่มีความจำเป็นต้องแสดงให้เต็มรูปแบบ   (ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา)   อ่านเพิ่มเติมได้ที่  👉👉 แผ่นพับฉลากโภชนการ ประโยชน์ที่ไม่คววรมองข้าม

    • ฉลากโภชนาการแบบจีดีเอ (GDA : Guideline Daily Amount) หรือ ฉลากหวาน มัน เค็ม จะปรากฏบนบรรจุภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานอย่าง มันฝรั่งทอดหรืออบกรอบ ข้าวโพดคั่วทอดหรืออบกรอบ ข้าวเกรียบหรืออาหารขบเคี้ยวชนิดอบพอง ขนมปังกรอบหรือแครกเกอร์หรือบิสกิต และเวเฟอร์สอดไส้. โดยนำข้อมูลของสารอาหาร 4 ชนิด คือ พลังงาน (กิโลแคลอรี่) น้ำตาล (กรัม) ไขมัน (กรัม) และโซเดียม (มิลลิกรัม) มาแสดงให้ผู้บริโภคเห็นได้อย่างชัดเจนและอ่านง่าย  (ที่มา : สสส.)
                                                  
     
    • ศึกษา สื่อการสอนการอ่านฉลากโภชนาการ ก่อนทำกิจกรรมนะ

    👉👉. อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่ ฉลากอาหาร 

    แหล่งข้อมูล: 1
  • 7. กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค

                                                                            กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค (อาจารย์ ดร.นฤมล ทองมาก และคณะ)

          หน่วยนี้จะกล่าวถึง ..สิทธิผู้บริโภค 🛒   พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค 📗 📕 กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค .🏛️  

    • สิทธิของผู้บริโภค    รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด ๓ สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย มาตรา ๖๑ บัญญัติว่า "สิทธิของบุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคย่อมได้รับความคุ้มครองในการได้รับข้อมูลที่เป็นความจริงและมีสิทธิร้องเรียนเพื่อให้ได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย รวมทั้งมีสิทธิรวมตัวกันเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค ให้มีองค์การเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคที่เป็นอิสระจากหน่วยงานของรัฐ
    • พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. ๒๕๒๒ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๑ ได้บัญญัติสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ๕ ประการ ดังนี้ 
            ๑.  สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการโฆษณาหรือการแสดงฉลากตามความเป็นจริงและปราศจากพิษภัยแก่ผู้บริโภค รวมตลอดถึงสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการอย่างถูกต้อง และเพียงพอที่จะไม่หลงผิดในการซื้อสินค้าหรือรับบริการโดยไม่เป็นธรรม
            ๒.  สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือรับบริการโดยความสมัครใจของผู้บริโภค และปราศจากการชักจูงใจอันไม่เป็นธรรม
            ๓.  สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับสินค้าหรือบริการที่ปลอดภัย มีสภาพและคุณภาพได้มาตรฐาน เหมาะสมแก่การใช้ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายหรือทรัพย์สิน ในกรณีใช้ตามคำแนะนำหรือระมัดระวังตามสภาพของสินค้าหรือบริการนั้นแล้ว
            ๔.  สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทำสัญญา ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับข้อสัญญาโดยไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบธุรกิจ
            ๕.  สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย ได้แก่ สิทธิที่จะได้รับการคุ้มครองและชดเชยค่าเสียหาย เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคตามข้อ ๑, ๒, ๓, และ ๔ ดังกล่าว

    • หน้าที่ของผู้บริโภค.   สิทธิของผู้บริโภคทั้ง ๕ ประการ ตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ จะได้รับผลเต็มที่ต่อเมื่อผู้บริโภคได้ปฎิบัติตามคำแนะนำ ดังต่อไปนี้
        • หน้าที่ของผู้บริโภคก่อนซื้อสินค้าหรือบริการ มีดังนี้ 
            ๑.  ผู้บริโภคควรใช้ความระมัดระวังตามสมควร ในการซื้อสินค้าและรับบริการ เป็นต้นว่าตรวจสอบการแสดงฉลาก ปริมาณ และราคา ว่ายุติธรรมหรือไม่ อย่าเชื่อถือข้อความโฆษณาโดยไม่พิจารณาให้รอบคอบ และหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณภาพ แหล่งกำเนิด และลักษณะของสินค้าว่าเป็นความจริงตามที่ได้โฆษณาไว้หรือไม่ ถ้ามีข้อสงสัยหรือไม่แน่ใจควรพิจาณาให้ดีเสียก่อน
            ๒.  การเข้าทำสัญญาผูกพันกันตามกฎหมายโดยการลงลายมือชื่อนั้น ผู้บริโภคต้องตรวจสอบความชัดเจนของภาษาที่ใช้ ว่ารัดกุมและให้สิทธิแก่ผู้บริโภคครบถ้วนหรือไม่ ตามที่ได้เจรจากันไว้ และสัญญามีเงื่อนไขข้อใดบ้างที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภค ถ้าสงสัยในข้อกฎหมายใดหรือไม่แน่ใจในความชัดเจนของสัญญาก็ควรปรึกษาผู้ที่มีความรู้ให้แน่ชัดเสียก่อน
            ๓.  ข้อตกลงต่างๆ ที่ต้องการให้มีผลบังคับ ควรทำเป็นหนังสือและลงลายมือชื่อผู้ประกอบธุรกิจด้วย

        • หน้าที่ของผู้บริโภคหลังซื้อสินค้าหรือบริการ. มีดังนี้
            ๑.  ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการเก็บรักษาพยานหลักฐานต่างๆ ที่แสดงถึงการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคไว้เพื่อทำการเรียกร้องตามสิทธิของตน พยานหลักฐานดังกล่าวอาจจะเป็นสินค้าที่แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณหรือคุณภาพไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่ระบุไว้ในฉลาก มีความสกปรกหรือเป็นพิษอาจเกิดอันตรายจากการใช้สินค้าหรือบริการนั้นได้ ควรจดจำสถานที่ที่ซื้อสินค้าหรือรับบริการนั้นไว้เพื่อประกอบการร้องเรียนด้วย
            ๒.  ในกรณีที่มีการทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรกับผู้ประกอบธุรกิจ ต้องเก็บเอกสารสัญญาต่างๆ รวมทั้งเอกสารโฆษณาและใบเสร็จรับเงินไว้ด้วย
            ๓.  เมื่อมีการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค ผู้บริโภคมีหน้าที่ในการดำเนินการร้องเรียนตามสิทธิของตนตามที่กล่าวมาแล้ว
    (ที่มา : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)
    👉👉. อ่านเอกสารเพิ่มเติมได้ที่  สิทธิผู้บริโภค

    แหล่งข้อมูล: 1
  • แบบทดสอบหลังเรียน

        หลังจากการเรียนเนื้อหาท้้งหมดของ รายวิชา อยู่ดี  กินดี มีสุข กันแล้ว   👉 👉 ลองมาทดสอบความรู้หลังเรียนกันหน่อย ก่อนสอบปลายภาค นะจ๊ะ.  🤔 หากมีข้อสงสัยในเนื้อหาใด สอบถามเพิ่มเเติมได้นะ ❓

    🤟  🤟:  มาทดสอบความรู้หลังเรียนกันได้ที่ .......แบบทดสอบหลังเรียน.......
    แบบทดสอบ: 1